ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตัวเมือง ในสวนสาธารณะสระแก้ว สระขวัญ ใกล้กับสำนักงานเทศบาลเมืองสระแก้ว ถนนสุวรรณศร (ประมาณกิโลเมตรที่ 246-247) เข้าซอยเทศบาล 2 เชื่อกันว่าน้ำในสระแห่งนี้เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ มีประวัติว่าในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อคราวเจ้าพระยาจักรี(ทองด้วง) ได้รับมอบหมายจากพระเจ้ากรุงธนบุรีให้ยกทัพไปปราบปรามความไม่สงบในกัมพูชา ขณะที่ยกทัพมาถึงเขตจังหวัดสระแก้วในปัจจุบัน
ได้แวะพักที่บริเวณสระน้ำทั้งสองแห่งนี้ก่อนที่จะยกทัพไปตีเสียมราฐ และเมื่อยกทัพไปถึงก็สามารถจัดการความไม่สงบในเขมรได้สำเร็จ สระแก้ว สระขวัญจึงเป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์เป็นสิริมงคล ซึ่งเป็นที่มาของชื่อจังหวัดสระแก้ว นอกจากนี้น้ำในสระแห่งนี้ยังเคยถูกนำไปใช้ในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาอีก ด้วย
อุทยานแห่งชาติปางสีดา
มีพื้นที่ครอบคลุมอำเภอเมืองสระแก้ว อำเภอวัฒนานคร อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว และอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 844ตารางกิโลเมตร หรือ 527,500 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2525 อาณาเขตทางด้านทิศเหนือทั้งหมดกับด้านทิศตะวันตกบางส่วนมีแนวป่าต่อเนื่อง กับอุทยานแห่งชาติทับลาน สภาพป่าเป็นภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน ทั้งป่าดิบชื้น ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง และป่าทุ่งหญ้าเป็นต้น เป็นป่าที่มีความสมบูรณ์ประกอบด้วยสัตว์ป่าหายากและนกกว่า 300 ชนิด เช่น กระทิง ช้าง เก้ง กวาง หมูป่า นกเงือก นกยูง นกขุนทองและมีผีเสื้อหลากหลายสายพันธุ์ตลอดทั้งปี
น้ำตกปางสีดา อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 800 เมตร เป็นน้ำตกที่ไหลจากหน้าผา 3 ชั้น สูงประมาณ 8 เมตร ตัวน้ำตกไหลลงสู่เบื้องล่างเป็นแอ่งน้ำกว้างใหญ่และลานหิน บรรยากาศร่มรื่น เหมาะแก่การเล่นน้ำ และมีน้ำมากในฤดูฝน
น้ำตกผาตะเคียน อยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 3 กิโลเมตร และห่างจากน้ำตกปางสีดาประมาณ 2.5 กิโลเมตร สามารถเดินทางเท้าได้ 2 เส้นทาง มีป้ายบอกตลอดเส้นทางทุก ๆ 300 เมตร ตลอดเส้นทางขึ้นสู่น้ำตกร่มรื่นด้วยแมกไม้หนาทึบ เป็นน้ำตกชั้นสุดท้ายที่อยู่สายเดียวกับน้ำตกปางสีดา น้ำตกทิ้งตัวลงมาจากหน้าผาสูงประมาณ 10 เมตร เหมาะสำหรับเดินป่าศึกษาธรรมชาติ
ทุ่งหญ้าโป่งกระทิง เดิมเป็นหมู่บ้านเก่าที่กลายเป็นทุ่งหญ้ารกร้าง ภายหลังอพยพผู้คนออกไป มีลักษณะคล้ายทุ่งหญ้าที่มอสิงโตในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีสัตว์ป่าออกหากินบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก ทางอุทยานฯ ได้ทำโป่งเทียมและหอดูสัตว์ไว้ จากถนนภายในอุทยานฯมีทางแยกบริเวณกิโลเมตรที่ 3.5 และกิโลเมตรที่ 6 แล้วเดินเท้าอีกประมาณ 2กิโลเมตร ตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติโป่งกระทิงซึ่งมีโป่งธรรมชาติที่อาจพบสัตว์ป่าได้ ไม่ยาก
น้ำตกถ้ำค้างคาว จากที่ทำการถึงหลักกิโลเมตรที่ 22ให้เดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร บริเวณน้ำตกมีค้างคาวอาศัยอยู่ในถ้ำมากมาย เป็นน้ำตกที่สวยงามแห่งหนึ่งที่ไหลจากหน้าผาสูง และแรงจนเกิดเสียงก้อง ตั้งอยู่กลางป่าลึกใช้เวลาเดินทางไป/ กลับ 3 วัน 2 คืน ติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางได้ที่ ที่ทำการอุทยานฯ
น้ำตกทับซุง เป็นน้ำตกแห่งใหม่ของอุทยานฯ ระหว่างทางเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ มีพรรณไม้หลากหลายชนิด อยู่ช่วงกิโลเมตรที่ 22 แล้วเดินเท้าอีก 1.5 กิโลเมตร
จุดชมวิว เป็นหุบเขากว้าง ห่างจากที่ทำการไปประมาณ กิโลเมตรที่ 25และกิโลเมตรที่ 35 สามารถชมภูมิประเทศโดยรอบ และชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกได้ สามารถขับรถไปได้จากที่ทำการอุทยานฯ
กลุ่มน้ำตกแควมะค่า จากที่ทำการอุทยานฯ ถึงหลักกิโลเมตรที่ 40 ให้เดินเท้าต่ออีกประมาณ 6 กิโลเมตร ตัวน้ำตกทิ้งตัวจากหน้าผาสูงประมาณ 70 เมตร เหมาะสำหรับเดินป่า และสามารถกางเต็นท์ได้ ใกล้ ๆ กันยังมีน้ำตกรากไทรย้อย ห่างจากน้ำตกแควมะค่า ประมาณ 500 เมตร น้ำตกลานหินใหญ่ ห่างจากน้ำตกแควมะค่า ประมาณ 1.5 กิโลเมตร น้ำตกสวนมั่น สวนทอง ห่างจากน้ำตกแควมะค่า ประมาณ 3 กิโลเมตร และน้ำตกม่านธารา ห่างจากน้ำตกแควมะค่า ประมาณ 4 กิโลเมตร กลุ่มน้ำตกแห่งนี้ใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 2-3 วัน เนื่องจากเป็นกลุ่มน้ำตกที่อยู่ลึกเข้าไปในผืนป่า
ศาลหลักเมือง
ตั้งอยู่บนเส้นทางหลวงหมายเลข 33 จากตัวเมืองไปทางอำเภอวัฒนานครประมาณ 4 กิโลเมตรทางซ้ายมือ ณ ปริมณฑลสวนกาญจนาภิเษก หมู่ที่ 3 ตำบลท่าเกษม ศาลหลักเมืองจัดสร้างตามแบบมาตรฐานของกองสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร เป็นปรางค์องค์ใหญ่กว้าง 6.60 เมตร สูง 19.10 เมตร และปรางค์ 4 ทิศโดยรอบ
ภายในศาลประดิษฐานเสาหลักเมืองซึ่งเป็นไม้ชัยพฤกษ์ที่มีคุณลักษณะต้องตาม โบราณราชประเพณีขนาดเส้นรอบวงที่โคนต้น 120 นิ้ว สูง 229 นิ้ว และแผ่นทองดวงเมืองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจิมเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2539 และมีการประกอบพิธียกเสาหลักเมืองขึ้นประดิษฐานในศาลเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ.2539 ศาลแห่งนี้เกิดจากความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่ง ความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และเป็นศูนย์รวมขวัญกำลังใจ ความสามัคคีในหมู่พสกนิกรชาวสระแก้ว
อุทยานแห่งชาติตาพระยา
เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีการประกาศจัดตั้งเมื่อ พ.ศ.2539มีพื้นที่ทั้งหมด 371,250 ไร่ หรือ 594 ตารางกิโลเมตร สภาพพื้นที่และขอบเขตของอุทยานมีลักษณะเป็นแนวยาวจากทิศตะวันตกติดกับเขต อุทยานแห่งชาติปางสีดาไปจรดทิศตะวันออกประเทศกัมพูชา ทิศเหนือติดกับอุทยานแห่งชาติทับลานและเขตจังหวัดบุรีรัมย์ ทิศใต้อยู่ในเขตอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้วซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานฯ
ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบโอบล้อมด้วยขุนเขา เทือกเขาสำคัญของอุทยานฯ คือ เทือกเขาบรรทัดที่ทอดยาวไปทางทิศตะวันออก เป็นกำแพงธรรมชาติกั้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาบริเวณไหล่เขาเป็นพื้นราบ มีพรรณไม้ขึ้นอย่างหนาแน่น สภาพป่าอุดมสมบูรณ์ เป็นป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าเต็งรัง เป็นแหล่งต้น กำเนิดของลำห้วยหลายสาย เช่น ลำสะโตน ห้วยซับกระโดนและลำนางรอง
เป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น กระทิง หมูป่า เก้ง กวาง กระจง หมี เสือป่า เสือไฟ วัวแดง หมาใน แมวป่า ช้าง เม่น พังพอน เป็นต้น และยังมีนกพันธุ์ต่าง ๆ อาศัยอยู่กว่า 300 ชนิด เช่น นกพญาไฟ นกขุนแผน นกหัวขวาน นกแขวก นกเขาเขียว นกกางเขนดง ไก่ป่า ไก่ฟ้า เหยี่ยว จุดเด่นของอุทยานนี้อยู่ที่มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติไว้รองรับนักท่องเที่ยว หลายเส้นทาง เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชอบดูนก ดูผีเสื้อ ศึกษาพรรณไม้และสัตว์ป่า ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ นอกจากจะมีโป่งสัตว์ น้ำซับ จุดชมวิว ตลอดเส้นทางเดินจะพบนกนานาชนิดและความงามของป่าสองข้างทาง สามารถเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างที่งดงามแล้ว ยังมีโป่งยุบที่มีลักษณะคล้ายละลุ และแพะเมืองผีแต่ขนาดเล็กกว่า มีบริเวณกว้าง 40 ตารางเมตรให้ได้แวะชมอีกด้วย
สถานที่น่าสนใจภายในอุทยานฯ
จุดชมวิวบนเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งจะมองเห็นเทือกเขาพรานนุช และเทือกเขาสะแกกรอง ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 3 กิโลเมตร
ลานกระเจียว เป็นลานหินที่มีดอกกระเจียวขึ้นอย่างสวยงามและมีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์
ช่องโอบก เป็นจุดชมทิวทัศน์สุดเขตแดนสยาม จากจุดนี้จะมองเห็นป่าที่อุดมสมบูรณ์และหมู่บ้านของกัมพูชา การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข 2121 และมาแยกที่ถนนสายโท 1
ศาลมีอักษรเขียนลงแผ่นดินแปรลายพระราชหัตถ์ อยู่บนทางหลวงหมายเลข 3068 นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมแวะมาสักการะและชมทิวทัศน์
เขายักษ์ เป็นภาพแกะสลักโบราณรูปฤาษีแกะสลัก บนก้อนหินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าอุทยานฯ กิโลเมตรที่ 5
ลานหินตัด มีร่องรอยการตัดหินเพื่อนำไปสร้างปราสาทและมีลักษณะทางธรรมชาติที่สวยงาม ใช้ทางหลวงหมายเลข 2121 และเดินตามถนนสายตรี 4
การเดินทางรถยนต์ ไปตามทางหลวงหมายเลข 33 ผ่านตัวจังหวัดสระแก้ว อำเภอวัฒนานคร เมื่อถึงอำเภออรัญประเทศให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 348 ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 76 เลยจากอำเภอตาพระยามาประมาณ 27 กิโลเมตร จะเห็นทางเข้าที่ทำการฯ เป็นทางลูกรังอัดแน่นเข้าไปประมาณ 13 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานฯ
รถโดยสารประจำทาง จากอรัญประเทศนั่งรถโดยสารสายอรัญประเทศ-บุรีรัมย์ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ลงรถที่วัดเขาช่องตะโก ซึ่งอยู่ตรงข้ามที่ทำการอุทยานฯ
ค่าธรรมเนียมในการเข้าอุทยานฯ ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท จักรยาน 10 บาท จักรยานยนต์ 20 บาท รถสี่ล้อ 30 บาทและรถหกล้อ 100 บาท ผู้ที่ต้องการพักค้างคืน ทางอุทยานฯ มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ ผู้มาพักต้องนำเครื่องนอนและเต็นท์มาเองและจะต้องเตรียมอาหารมาด้วย ทางอุทยานฯ มีที่ประกอบอาหารและโรงอาหารขนาดเล็กไว้บริการ
ผู้สนใจศึกษาธรรมชาติติดต่อที่อุทยานแห่งชาติตาพระยา ตู้ ป.ณ.9 อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ โทร. 0 3749 8002, 08 1723 5663, 08 9095 4438 หรือ กรมอุทยานแห่งชาติฯ โทร. 0 2562 0760 www.dnp.go.th
ถ้ำเพชรโพธิ์ทอง
ตั้งอยู่บ้านเขาเลื่อม เป็นถ้ำขนาดกลางอยู่ในภูเขาที่ทอดยาวขนานไปกับพื้นดิน เดินเท้าขึ้นภูเขาผ่านป่าจันผาที่ชุมชนได้ร่วมอนุรักษ์และปลูกเพิ่มจากเดิม ที่กำลังจะสูญพันธุ์ พร้อมชมผืนป่าที่เริ่มพลิกฟื้นให้สมบูรณ์ดังเดิม ที่ปากถ้ำมีลมเย็นพัดผ่านช่องเขาเข้าไปในถ้ำถ่ายเทตลอดเวลา ส่งผลให้ภายในถ้ำไม่อบอ้าวแต่เย็นสบายตลอดทั้งปี
ภายในถ้ำจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน จุดแรก ก้าวเท้าสู่ประตูถ้ำเพชรโพธิ์ทองที่หันหน้าไปทางตะวันตก เป็นลานกว้างรูปไข่ มีหินสีขาวนวลที่ถูกจัดวางโดยธรรมชาติ จากนั้นลงสู่ห้องโถงอุโมงค์ใหญ่ จุดที่สอง จุดนี้นักท่องเที่ยวจะรู้สึกถึงระบบการถ่ายเทของอากาศที่เย็นสบายตลอดเวลา มีแสงแดดสาดส่องเข้ามาทางด้านทิศเหนือ จุดที่สาม เดินเท้าสู่ห้องมุขประดับเพชร เป็นห้องขนาดใหญ่และเป็นจุดสำคัญ เป็นที่มาของชื่อถ้ำ มีหินงอกหินย้อยเป็นมุขทรงเจดีย์หรือทรงรูปไข่สีขาว มีเกล็ดทรายประดับระยิบระยับเมื่อต้องแสงไฟ ตลอดทั้งผนังของถ้ำและพื้นผิวของเพดานถ้ำมีรูปคล้าย ๆ ใบโพธิ์สีทอง
ซึ่งเกิดจากน้ำขังในแอ่งหินด้านบนภูเขาจนเกิดสนิมน้ำทะลุผ่านจนเป็นดวง เป็นรูปคล้ายใบโพธิ์ บางรูปมีรูปร่างแปลกตาตามแต่ใครจะจินตนาการ มาจุดสุดท้าย ประตูปราสาทถ้ำเพชรโพธิ์ทอง เป็นพื้นต่างระดับ มีหินปากประตูสีนวลขาวเรียบเนียน มีหินงอกรูปร่างคล้ายพระพุทธรูปจนกล่าวขานว่าส่วนสุดท้ายเป็นห้องพระมีบันได ให้สามารถขึ้นไปชมด้านบนได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลคลองหาด โทร. 03751 2142, 08 9936 3880